Make your own free website on Tripod.com

สภาพภูมิศาสตร์ : ภูมิประเทศ,ภูมิอากาศ
จังหวัดร้อยเอ็ด

        จังหวัดร้อยเอ็ดตั้งอยู่ตอนกลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างเส้นรุ้งขนานที่  ๑๕ํ ๒๔' น. ถึงเส้นรุ้งขนานที่ ๑๖ํ ๑๙' น. และเส้นแวงที่ ๑๐๓ํ ๑๗' อ. ถึงเส้นแวงที่ ๑๐๔ํ ๒๒' อ. มีพื้นที่ ๘,๒๒๙.๕๐ กม. หรือ ๕,๑๘๗,๑๕๖ ไร่ คิดเป็นร้อยละ ๑.๖๑ ของพื้นที่ประเทศไทยคิดเป็นร้อยละ ๕.๐๖ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ห่างจากกรุงเทพฯประมาณ  ๕๑๒ กม. มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดต่างๆดังนี้
          ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดกาฬสินธุ์ และจังหวัดมุกดาหาร
             ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดสุรินทร์และศรีษะเกษ
             ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดยโสธร
             ทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดมหาสารคาม

ลักษณะภูมิประเทศ

          โดยทั่วไปเป็นที่ราบสูง  มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ ๑๓๐- ๑๖๐ ม. มีภูเขาทางตอนเหนือ ตอนกลางเป็นที่ราบลูกคลื่นตอนใต้เป็น ที่ราบริมฝั่งแม่น้ำมูล และเป็นที่ราบแอ่ง
กะทะ ซึ่งเรียกว่า ทุ่งกุลาร้องไห้


ลักษณะภูมิอากาศ

             มีลักษณะอากาศเป็นแบบมรสุม อุณหภูมิต่ำสุดประมาณ ๑๔.๔ ํ เซลเซียส อุณภูมิสูงสุดประมาณ ๔๐.๕ํ เซลเซียสอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีประมาณ ๒๗ํ เซลเซียส ฝนตกโดยเฉลี่ย
๑,๔๐๐ ม.ม./ปี


การปกครอง

            จังหวัดร้อยเอ็ดแบ่งการปกครองออกเป็น ๑๗ อำเภอ ๓ กิ่งอำเภอ ๑๙๒ ตำบล ๒,๒๑๕ หมู่บ้าน ๑ เทศบาล ๑๖ สุขาภิบาล มีประชากร ๑,๒๙๑.๙๖๖ คน  ความหนาแน่นของประชากรโดยเฉลี่ย ๑๕๖ คน/กม.

การคมนาคม

            การคมนาคมใช้ทางบกเป็นหลัก และมีโครงการก่อสร้างสนามบินพาณิชย์ประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๐ จะมีเครื่องบิน ขึ้น - ลง รับส่งโดยสารได้
 
ประวัติความเป็นมา
         จากหลักฐานการอยู่อาศัยมาเป็นเวลาอันยาวนานของคนในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดสามารถแบ่งการตั้งถิ่นฐานของชุมชนออกเป็นสมัยต่าง ๆ ทางประวัติศาสตร ์  ได้ดังนี้
       1. สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (ประมาณ 1,800 - 2,500 ปี)
        2. สมัยทวาราวดี (ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12-15 )
        3. สมัยลพบุรี หรือ วัฒนธรรมขอม (ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16-18 )

       สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (ประมาณ 1,800 - 2,500 ปี) จากการสำรวจและศึกษาทางโบราณคดีในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด หลักฐานหลายอย่างบ่งชี้
ถึงความเก่าแก่ ของการตั้งถิ่นฐานจังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน พบร่องรอยของชุมชนโบราณ กระจายอยู่
บริเวณแม่น้ำมูล ลำน้ำเสียวและ ลำน้ำพลับพลา ลักษณะที่ตั้งของชุมชน โดยมาก อยู่บนเนินดินสูง ใกล้แหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อใช้
ในการดำรงชีพ   และการเกษตรกรรม   นอกจากนี้บริเวณที่ตั้งชุมชนจะมีแหล่งเกลือสินเธาว์อยู่ใกล้เคียงทั้งนี้แหล่งโบราณคดี
สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด พบมากในทางตอนกลาง และตอนใต้ของจังหวัด โดยเฉพาะในเขตทุ่งกุลาร้องไห้
เท่าที่สำรวจพบในปัจจุบันมีดังนี้
         1. แหล่งโบราณคดีโนนกระด้อง อำเภอเกษตรวิสัย
         2. แหล่งโบราณคดีบ้านเมืองบัว อำเภอเกษตรวิสัย
         3. แหล่งโบราณคดีดงเมืองจอก อำเภอจตุรพักตรพิมาน
         4. แหล่งโบราณคดีบ้านจาน(จานเตย) อำเภอสุวรรณภูมิ
         5. แหล่งโบราณคดีบ้านตาหยวก อำเภอสุวรรณภูมิ
         6. แหล่งโบราณคดีบ้านสังข์ อำเภอสุวรรณภูมิ
         7. แหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาพัน อำเภอสุวรรณภูมิ
         8. แหล่งโบราณคดีบ้านบ่อพันขัน อำเภอสุวรรณภูมิ
         9. แหล่งโบราณคดีบ้านโนนเดื่อ อำเภอสุวรรณภูมิ
         10. แหล่งโบราณคดีบ้านนายเต็ง (คุ้มวัดเหนือ) อำเภอเมือง
         11. แหล่งโบราณคดีบ้านดอกล้ำ อำเภอปทุมรัตต์
         12. แหล่งโบราณคดีบ้านสีแก้ว อำเภอเมือง
         13. แหล่งโบราณคดีวัดโนนม่วง อำเภอเมืองสรวง
         14. แหล่งโบราณคดีบ้านโนนม่วง อำเภอพนมไพร
         15. แหล่งโบราณคดีบ้านสำโรง-หว่านไฟ อำเภออาจสามารถ

          จากการสำรวจ และขุดค้นทางโบราณคดี ในแหล่งต่าง ๆ เหล่านี้ ได้พบหลักฐาน สำคัญหลายชนิด บางชนิดลักษณะคล้ายกับแหล่งโบราณคดีอื่น ๆ ในภาคอีสาน  
บางชนิดมีลักษณะเฉพาะเช่น ภาชนะดินเผาเนื้อหยาบมีความแกร่งน้อย เนื่องจากเผาด้วยอุณหภูมิต่ำผิวนอกสีขาวนวล มีการทำลวดลายโดยใช้เชือกทาบ  และลบลาย
ให้เรียบ อาบด้วยน้ำโคลนสีแดงมีชื่อ เรียกเฉพาะว่า "ภาชนะดินเผาแบบร้อยเอ็ด"
(Roi-Et Ware) (กรมศิลปากร. 2541 : 24)

สมัยทวาราวดี ( ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 - 15 )
     จากหลักฐานทางโบราณคดีที่สำรวจพบในภาคอีสานได้แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องทางวัฒนธรรม และการตั้งถิ่นฐาน ของมนุษย์นับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์
ทั้งนี้ได้พบหลักฐานของวัฒนธรรม และการตั้งถิ่นฐานของชุมชน สมัยต่อมา คือชุมชนทวาราวดีซึ่งเป็นวัฒนธรรมในศาสนาพุทธ โดยพบว่าการตั้งถิ่นฐานของชุมชน
ดังกล่าว มีลักษณะรูปทรงของ เมือง  หรือที่ตั้งไม่แน่นอน  แต่มีลักษณะสำคัญ   คือ  มีคูน้ำคันดินล้อมรอบชุมชน  จากการศึกษาของนักวิชาการหลายท่านเกี่ยวกับ การก่อตั้งชุมชนแบบคูน้ำคันดินในพื้นที่อีสาน เช่น ทิวา ศุภจรรยา และศรีศักร วัลลิโภดม
     พบว่า พื้นที่ภาคอีสานบริเวณแอ่งโคราชมีชุมชนลักษณะดังกล่าว ประมาณ  70  แห่งหลายแห่งได้ถูกทำลาย และบางแห่งยังมีสภาพเดิมให้เห็นได้อย่างชัดเจน
เฉพาะจังหวัดร้อยเอ็ด บริเวณตัวเมืองปัจจุบันมีร่องรอยของคูน้ำคันดิน ให้เห็นอยู่บ้าง เช่น ด้านทิศตะวันออกของบริเวณวัดบูรพาภิราม ด้านใต้ของเมืองบริเวณ
โรงเรียนสตรีศึกษา โดยนอกจากตัวเมืองร้อยเอ็ดแล้ว ยังพบถิ่นฐานของชุมชนแบบคูน้ำคันดิน ในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด อีกหลายแห่ง เช่น

         1. บ้านเมืองไพร ในเขตอำเภอเสลภูมิ
          2. บ้านเมืองหงส์ ในเขตอำเภอจตุรพักตรพิมาน
          3. บ้านสีแก้ว ในเขตอำเภอเมือง
          4. หนองศิลาเลข ในเขตอำเภอพนมไพร
          5. บ้านชะโด ในเขตอำเภอพนมไพร
          6. บ้านดงสิงห์ ในเขตอำเภอจังหาร
           นอกจากลักษณะการเป็นชุมชนที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ ชุมชนทวาราวดีในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด ยังพบหลักฐานด้านสถาปัตยกรรมและโบราณวัตถุ
หลายประเภท ซึ่งโดยมากแล้วเป็นของที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธ  เช่นเดียวกันกับชุมชนทวาราวดีอื่น ๆ  ในภาคอีสาน ที่ควรกล่าวถึง  ได้แก่  เจดีย์วัดเหนือ
ในเขตอำเภอเมือง ที่มีหลักฐานว่าได้นำเอาอิฐสมัยทวาราวดีมาก่อสร้างใหม่ และใบเสมาหินที่พบในวัดเดียวกัน  เจดีย์เมืองหงส์  ในเขตอำเภอจตุรพักตรพิมาน  ซึ่งได้รับการบูรณะแล้วจากกรมศิลปากร กลุ่มใบเสมาบริเวณเนินดินที่เรียกว่า  หนองศิลาเลข  ในเขตอำเภอพนมไพร โดยเฉพาะที่สำคัญได้แก่ แม่พิมพ์เครื่อง
ประดับที่ทำด้วยหินทรายลวดลายหลากหลาย   ที่บ้านเมืองไพร  ในเขตอำเภอเสลภูมิ และพระพิมพ์ดินเผานาคปรกซึ่งถือว่าสวยงามยิ่งที่พบในแหล่งเดียวกัน


สมัยลพบุรี หรือวัฒนธรรมขอม (ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16 - 18)
            ภายหลังจากที่หลักฐานของวัฒนธรรมทวาราวดีเลือนหายไปจากพื้นภาคอีสานได้เกิดการแพร่เข้ามาของอำนาจทางการเมือง และวัฒนธรรมจากอาณาจักร
กัมพูชาโบราณ ที่รู้จักกันดีในชื่อ วัฒนธรรมลพบุรี หรือวัฒนธรรมขอม โดยพบว่าช่วงเวลาประมาณ  800 - 1,000  ปี ที่ผ่านมาซึ่งตรงกับพุทธศตวรรษที่ 16-18
เป็นช่วงเวลาที่วัฒนธรรมดังกล่าวเจริญขึ้นมากที่สุดในดินแดนแถบนี้ มีการพบโบราณสถาน โบราณวัตถุจำนวนมากในเขตจังหวัดต่าง ๆ เช่น นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด เป็นต้น เฉพาะในเขตพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด มีปราสาทหินซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบขอม ที่รู้จักกันดี ได้แก่  กู่กาสิงห์   ในเขตอำเภอเกษตรวิสัย   ซึ่งเป็นปราสาทก่อด้วยอิฐปนหิน  มี  3  หลัง   สร้างอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน เพื่ออุทิศถวายแด่พระอิศวร ซึ่งเป็นเทพเจ้าสูงสุดใน
ศาสนาฮินดู มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16